บริษัท ซุปเปอร์บล๊อก จำกัด (มหาชน) ( “ บริษัท” ) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2537 ด้วยทุนจดทะเบียน 150 ล้านบาท เพื่อดำเนินการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตมวลเบา (Autoclaved Aerated Concrete)เกรด 4 ซึ่งประกอบด้วย บล๊อกก่อผนัง แผ่นผนังสำเร็จรูป และ เสาเอ็นทับหลังสำเร็จรูป ภายใต้เครื่องหมายการค้า “ ซุปเปอร์บล๊อก” โดยใช้เครื่องจักร
เทคโนโลยีของ WEHRHAHN จากประเทศเยอรมนี นอกจากนี้บริษัทยังจำหน่ายวัสดุก่อฉาบ ซึ่งใช้เป็นปูนก่อและปูนฉาบ
สำหรับคอนกรีตมวลเบาโดยเฉพาะ รวมทั้งจำหน่ายเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้สำหรับคอนกรีตมวลเบา ผลิตภัณฑ์จาก
ซุปเปอร์บล๊อกสามารถใช้ทดแทนงานก่ออิฐมอญฉาบปูนได้ทั้งหมด ผลิตภัณฑ์คอนกรีตมวลเบาของบริษัทได้ผ่านการรับรอง
มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.1505-2541) เป็นรายแรกในประเทศไทย และได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001: 2000 เป็นแห่งแรกของผู้ผลิตคอนกรีตมวลเบาอบไอน้ำในประเทศไทย

ปัจจุบันการดำเนินธุรกิจผู้ภายใต้ บมจ.ซุปเปอร์บล๊อก โดยไม่มีการถือหุ้นในบริษัทอื่นทั้งนี้มีโรงงานผลิตจำนวน 1 โรงงาน บนเนื้อที่ 58 ไร่ ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่สำหรับเก็บกองทราย โรงบดแร่ โรงบดทราย โรงซ่อมบำรุง และโรงผลิตคอนกรีตมวลเบา ตั้งอยู่ที่จังหวัดสิงห์บุรีโดยมีกำลังการผลิตสูงสุดปีละประมาณ 2.3 ล้านตารางเมตร ต่อปี นอกจากนี้บริษัทยังมีแหล่งวัตถุดิบ ที่สำคัญได้แก่แหล่งทรายเป็นของบริษัทเองซึ่งตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับโรงงานบนเนื้อที่ประมาณ 187 ไร่ ซึ่งประกอบด้วย
ทรายที่มีคุณภาพเป็นจำนวนมากพอต่อการผลิตของบริษัทได้ถึง 20 ปี (อายุแหล่งทรายประมาณการโดยวิศวกรบริษัท ซุปเปอร์บล๊อก จำกัด (มหาชน)

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของบริษัทจำหน่ายในประเทศเกือบทั้งจำนวน โดยมีบางส่วนส่งออกไปยังประเทศเวียดนามทั้งนี้ผลิตภัณฑ์
ของบริษัทสามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ (1) ผลิตภัณฑ์คอนกรีตมวลเบา ซึ่งประกอบด้วยบล๊อกก่อผนัง แผ่นผนัง
สำเร็จรูป พื้นสำเร็จรูป แผ่นหลังคา และเสาเอ็นทับหลัง (2) ผลิตภัณฑ์ปูนสำเร็จรูปที่ใช้สำหรับผลิตภัณฑ์คอนกรีตมวลเบา และ (3) เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้สำหรับผลิตภัณฑ์คอนกรีตมวลเบาโดยเฉพาะ ได้แก่ เกรียงปูนก่อ / เหล็กเซาะร่อง เลื่อยมือ และ สว่านกวนปูน สำหรับรายได้ของบริษัทในปี 2546 จำแนกตาม รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์หลัก (ผลิตภัณฑ์
คอนกรีตมวลเบา ผลิตภัณฑ์ปูนสำเร็จรูปที่ใช้สำหรับผลิตภัณฑ์คอนกรีตมวลเบา และ เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้สำหรับ
ผลิตภัณฑ์คอนกรีตมวลเบา) และรายได้อื่น มีสัดส่วนร้อยละ 99.79 (96.92 : 2.68 : 0.18) : 0.21 ของรายได้รวมตามลำดับ

ในปลายปี 2546 บริษัทได้มีการปรับปรุงกระบวนการผลิต (Major Overhaul) ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิต
เพิ่มสูงสุดถึง 2.30 ล้านตารางเมตรต่อปี โดยในเดือนกันยายน 2547 บริษัทได้มีการใช้กำลังการผลิตร้อยละ 92.0 โดยใน
ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2547 มีการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยในอัตราร้อยละ 89.28 ของกำลังการผลิตสูงสุดบริษัทมีโครงการ
ใช้เงินลงทุนประมาณ 465 ล้านบาทเพื่อก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 2 บนพื้นที่เดียวกับโรงงานแห่งที่ 1 โดยโรงงานแห่งที่ 2
มีกำลังการผลิตสูงสุดต่อปี 2.30 ล้านตารางเมตร ทั้งนี้คาดว่าโรงงานแห่งที่ 2 จะสามารถทำการผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ภายใน
ไตรมาส 2 ของปี 2548 ทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตสูงสุดต่อปีรวมทั้งสิ้น 4.60 ล้านตารางเมตร นอกจากนี้ ปัจจุบันบริษัท
อยู่ระหว่างการศึกษาการก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 3 โดยจะพิจารณาให้เหมาะสมและสอดคล้องกับภาวะอุตสาหกรรม
อสังหาริมทรัพย์และปริมาณความต้องการวัสดุก่อสร้าง

สำหรับอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานในงวดเก้าเดือนแรกของปี 2547 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 310.43 เมื่อเปรียบเทียบ
กับงวดเดียวกันของปี 2546 ซึ่งเท่ากับร้อยละ 22.26 ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขาย